ดอกเบี้ยผิดนัดไม่ใช่ 7.5 เปอร์เซ็นต์แล้ว
ตัวเลขร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีที่ยังพิมพ์อยู่ในสัญญาและคำฟ้องจำนวนมาก ไม่ตรงกับถ้อยคำของมาตรา 224 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และวิธีคิดที่ถูกต้องก็ไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเลขเป็นอีกตัวหนึ่งแล้วจบ
อัตราลอย ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 กำหนดว่า หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น สิ่งที่ต้องเข้าใจคือมาตรา 224 ไม่ได้เขียนตัวเลขไว้เอง แต่ชี้ไปที่มาตรา 7 ซึ่งเป็นอัตราที่เปลี่ยนได้
มาตรา 7 และการทบทวนทุกสามปี
มาตรา 7 กำหนดว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี และวรรคสองระบุว่าอัตรานี้อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปีให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์
ผลรวมในวันนี้ และเหตุที่ต้องเขียนให้ถูก
เมื่ออัตราตามมาตรา 7 อยู่ที่ร้อยละสามต่อปี ดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 จึงเท่ากับร้อยละห้าต่อปี แต่การเขียนในสัญญาหรือคำฟ้องว่าร้อยละห้าเฉย ๆ ก็มีปัญหาแบบเดียวกับการเขียนร้อยละเจ็ดครึ่ง เพราะเมื่อใดที่มีพระราชกฤษฎีกาปรับอัตราตามมาตรา 7 ตัวเลขที่เขียนตายไว้จะคลาดทันที การอ้างอิงที่ปลอดภัยคืออ้างตามมาตรา 224 ซึ่งเดินตามมาตรา 7 ไปเอง
ห้ามคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย
วรรคสองของมาตรา 224 ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด และวรรคสามระบุว่าการพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกจากนั้นให้พิสูจน์ได้ สองวรรคนี้อ่านคู่กันแล้วได้ความว่า ดอกเบี้ยผิดนัดเป็นค่าเสียหายขั้นต่ำที่ไม่ต้องพิสูจน์ ส่วนความเสียหายที่เกินไปกว่านั้นยังเรียกได้ แต่ต้องนำสืบ
เบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน
มาตรา 379 ให้ริบเบี้ยปรับเมื่อลูกหนี้ผิดนัด และถ้าหนี้ที่ต้องชำระคือการงดเว้นการอันใดอันหนึ่ง ก็ให้ริบเมื่อทำการอันนั้นฝ่าฝืนมูลหนี้ แต่มาตรา 383 กำหนดว่าถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ และในการวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใด ให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน
จ่ายไปแล้วขอลดไม่ได้
ประโยคท้ายของมาตรา 383 วรรคหนึ่งเป็นข้อที่มีผลในทางปฏิบัติมากที่สุด คือเมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป ลูกหนี้ที่ยอมจ่ายเบี้ยปรับไปก่อนเพื่อให้เรื่องจบ แล้วค่อยคิดจะไปขอให้ศาลลดภายหลัง จึงไปไม่ถึงจุดนั้น การตัดสินใจว่าจะจ่ายหรือจะโต้แย้งจึงต้องทำก่อนจ่าย ไม่ใช่หลังจ่าย
PREPARE
สิ่งที่ควรเตรียม
- สัญญาฉบับที่ลงนามพร้อมข้อว่าด้วยเบี้ยปรับและดอกเบี้ย
- หนังสือบอกกล่าวทวงถามและหลักฐานการส่ง
- วันที่ผิดนัดจริง และเหตุที่ทำให้ผิดนัด
- ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงพร้อมเอกสารประกอบ
- รายการชำระเงินที่ผ่านมาทั้งหมด
QUESTIONS
คำถามที่พบบ่อยในเรื่องนี้
สัญญาเขียนดอกเบี้ยผิดนัดไว้ร้อยละเจ็ดครึ่ง
มาตรา 224 วรรคหนึ่งมีข้อความว่า ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น อัตราที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจึงเป็นคนละเรื่องกับอัตราที่กฎหมายให้เมื่อไม่ได้ตกลงกัน สิ่งที่ต้องดูคือข้อสัญญานั้นใช้บังคับได้เพียงใดภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนิติกรรมนั้น ไม่ใช่ว่าตัวเลขตรงกับมาตรา 224 หรือไม่
เบี้ยปรับกับค่าเสียหายต่างกันอย่างไร
เบี้ยปรับตามมาตรา 379 คือจำนวนที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าและริบได้เมื่อผิดนัด โดยไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหายเป็นรายการ ส่วนค่าเสียหายคือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและต้องนำสืบ ความต่างนี้สำคัญเพราะเบี้ยปรับอยู่ภายใต้อำนาจของศาลที่จะลดลงตามมาตรา 383 ถ้าสูงเกินส่วน ในขณะที่มาตรา 224 วรรคสามยังเปิดให้พิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกเหนือจากดอกเบี้ยได้
LAW
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
