บังคับตามคำชี้ขาด สามปีและเอกสารสามอย่าง
คำชี้ขาดที่ชนะมาไม่ได้บังคับตัวเอง ต้องนำมาขอให้ศาลบังคับให้ และมีกำหนดเวลาสามปีกำกับอยู่ ซึ่งสั้นกว่าที่หลายคนคิด เพราะเทียบกับสิบปีของคำพิพากษาแล้วต่างกันมาก
สามปีนับจากอะไร
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 วรรคหนึ่งกำหนดว่า เมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ และเมื่อศาลได้รับคำร้องให้รีบทำการไต่สวนและมีคำพิพากษาโดยพลัน จุดตั้งต้นจึงเป็นวันที่อาจบังคับได้ ซึ่งอาจไม่ตรงกับวันที่ลงในคำชี้ขาด
เอกสารสามอย่างที่ต้องมี
มาตรา 42 วรรคสองกำหนดว่าผู้ร้องต้องมีเอกสารมาแสดงต่อศาล คือ ต้นฉบับคำชี้ขาดหรือสำเนาที่รับรองถูกต้อง ต้นฉบับสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือสำเนาที่รับรองถูกต้อง และคำแปลเป็นภาษาไทยของคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยผู้แปลซึ่งได้สาบานตัวหรือปฏิญาณตนต่อหน้าศาลหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจรับคำสาบาน หรือรับรองโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจรับรองคำแปล หรือผู้แทนทางการทูตหรือกงสุลไทยในประเทศที่ทำคำชี้ขาดนั้น
ข้อกำหนดเรื่องคำแปลไม่ใช่พิธีการ
ในทางปฏิบัติ ข้อที่ทำให้เรื่องช้าที่สุดมักไม่ใช่ข้อกฎหมาย แต่เป็นการจัดหาคำแปลที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 42 (3) เพราะกฎหมายระบุคุณสมบัติของผู้แปลและวิธีรับรองไว้เฉพาะ คำแปลที่ทำไว้ใช้ภายในองค์กรหรือแปลโดยผู้ที่ไม่ได้ผ่านขั้นตอนตามที่กำหนด ใช้ไม่ได้ และการเริ่มจัดหาเมื่อใกล้ครบสามปีเป็นความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้
เหตุที่ศาลปฏิเสธไม่รับบังคับ
มาตรา 43 ให้ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาด ไม่ว่าคำชี้ขาดนั้นจะได้ทำขึ้นในประเทศใด ถ้าผู้ซึ่งจะถูกบังคับพิสูจน์ได้ตามหกข้อที่กำหนดไว้ เช่น คู่สัญญาบกพร่องในเรื่องความสามารถ สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพัน ไม่มีการแจ้งให้รู้ล่วงหน้าโดยชอบถึงการแต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณา คำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตของสัญญา องค์ประกอบหรือกระบวนพิจารณาไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน หรือคำชี้ขาดยังไม่มีผลผูกพันหรือถูกเพิกถอนไปแล้ว
ภาระการพิสูจน์อยู่ที่ฝ่ายที่ถูกบังคับ
ถ้อยคำในมาตรา 43 วางภาระไว้ที่ผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามคำชี้ขาดเป็นผู้พิสูจน์ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เอื้อต่อฝ่ายที่ขอบังคับ และมาตราเดียวกันยังกำหนดว่า ในกรณีที่ยังอยู่ระหว่างการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนหรือระงับใช้คำชี้ขาด ศาลอาจเลื่อนการพิจารณาไปได้ตามที่เห็นสมควร และถ้าฝ่ายที่ขอบังคับร้องขอ ศาลอาจสั่งให้ฝ่ายที่จะถูกบังคับวางประกันที่เหมาะสมก่อนก็ได้
PREPARE
สิ่งที่ควรเตรียม
- ต้นฉบับคำชี้ขาด หรือสำเนาที่รับรองถูกต้อง
- ต้นฉบับสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือสำเนาที่รับรองถูกต้อง
- คำแปลภาษาไทยที่ทำตามเงื่อนไขในมาตรา 42 (3)
- หลักฐานว่าคำชี้ขาดอาจบังคับได้ตั้งแต่เมื่อใด
- ข้อมูลทรัพย์สินของฝ่ายที่จะถูกบังคับในประเทศไทย
QUESTIONS
คำถามที่พบบ่อยในเรื่องนี้
คำชี้ขาดทำในต่างประเทศ บังคับในไทยได้ไหม
มาตรา 43 ใช้ถ้อยคำว่าไม่ว่าคำชี้ขาดนั้นจะได้ทำขึ้นในประเทศใด และมาตรา 42 (3) กล่าวถึงการรับรองคำแปลโดยผู้แทนทางการทูตหรือกงสุลไทยในประเทศที่ทำคำชี้ขาด ซึ่งแสดงว่ากฎหมายรองรับกรณีนี้ไว้ สิ่งที่ต้องเตรียมเพิ่มคือเอกสารและคำแปลที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งใช้เวลามากกว่ากรณีในประเทศ
อีกฝ่ายยื่นขอเพิกถอนคำชี้ขาดไว้ เราจะขอบังคับได้ไหม
มาตรา 43 วรรคท้ายกำหนดว่าในกรณีที่ยังอยู่ระหว่างการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนหรือระงับใช้คำชี้ขาด ศาลอาจเลื่อนการพิจารณาคดีที่ขอบังคับไปได้ตามที่เห็นสมควร และถ้าฝ่ายที่ขอบังคับร้องขอ ศาลอาจสั่งให้ฝ่ายที่จะถูกบังคับวางประกันที่เหมาะสมก่อนก็ได้ การขอวางประกันจึงเป็นสิ่งที่ควรขอไปพร้อมกัน ไม่ใช่รอให้ศาลเลื่อนแล้วค่อยคิด
LAW
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 และ 43
