บทความ

ดอกเบี้ยเกินอัตรา ไม่ได้ลดเหลือ 15 แต่เป็นโมฆะ

ถ้อยคำในมาตรา 654 อ่านแล้วเหมือนจะปลอดภัยสำหรับผู้ให้กู้ คือคิดเกินก็เพียงลดลงมาเหลือร้อยละสิบห้า แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงในศาลต่างจากนั้น และจุดที่แนวคำพิพากษายังไม่ตรงกันคือเงินที่ลูกหนี้จ่ายไปแล้วจะไปอยู่ตรงไหน

ถ้อยคำในประมวลกฎหมาย กับกฎหมายอีกฉบับที่ทำให้ผลต่างไป

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 บัญญัติว่าท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี อ่านเฉพาะมาตรานี้จะได้ผลอย่างหนึ่ง แต่พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) กำหนดให้การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นความผิดอาญา ระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อตกลงนั้นจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1452/2511 ระบุไว้ตรง ๆ ว่าดอกเบี้ยนั้นตกเป็นโมฆะทั้งหมด มิใช่เป็นโมฆะเฉพาะส่วนที่เกิน

โมฆะเฉพาะดอกเบี้ย สัญญากู้ไม่ได้เสียไปทั้งฉบับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 261/2516 แยกไว้ชัด ยอดในสัญญากู้เขียนไว้ 27,000 บาท แต่แยกได้ว่าเป็นต้นเงินจริง 12,000 บาท ส่วนอีก 15,000 บาท เป็นดอกเบี้ยล่วงหน้าที่เรียกเกินอัตรา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหนี้ดอกเบี้ยส่วนนั้นตกเป็นโมฆะ ส่วนหนี้ต้นเงินยังคงสมบูรณ์อยู่ สัญญากู้จึงไม่ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ และในส่วนที่สมบูรณ์ย่อมนำมาใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมฟ้องร้องบังคับคดีได้ ลูกหนี้ที่เข้าใจว่าดอกเบี้ยผิดกฎหมายแล้วหนี้ทั้งรายหายไปด้วย จึงเข้าใจคลาดเคลื่อน

เงินที่จ่ายไปแล้วอยู่ตรงไหน จุดที่แนวคำพิพากษายังไม่ตรงกัน

แนวหนึ่งถือว่าลูกหนี้ที่ยอมจ่ายดอกเบี้ยเกินอัตรา เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามมาตรา 407 จึงเรียกคืนไม่ได้ และจะให้นำไปหักจากต้นเงินก็ไม่ได้ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11645/2554 อีกแนวหนึ่งคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2131/2560 ซึ่งวินิจฉัยตรงข้าม ว่าถือไม่ได้ว่าจำเลยชำระหนี้โดยจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือเป็นการกระทำตามอำเภอใจ มาตรา 407 จึงไม่ตัดสิทธิ เมื่อดอกเบี้ยเป็นโมฆะก็เท่ากับสัญญากู้มิได้ตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ ผู้ให้กู้ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัด และนำเงินที่ชำระมาแล้วไปหักกับดอกเบี้ยที่ตนไม่มีสิทธิคิดไม่ได้ จึงต้องนำไปชำระต้นเงินทั้งหมด สองแนวนี้ให้ตัวเลขต่างกันคนละเรื่อง

ศาลยกขึ้นได้เอง ต่างจากเรื่องอายุความ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11645/2554 วางไว้ด้วยว่าการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายประกอบมาตรา 654 เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และการรับฟังพยานบุคคลว่าหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94 ข้อนี้ต่างจากอายุความอย่างสิ้นเชิง เพราะอายุความนั้นถ้าไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้

แล้วผู้ให้กู้เหลืออะไร

สิ่งที่หายไปคือดอกเบี้ยตามสัญญาในช่วงก่อนผิดนัด ส่วนดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดเป็นสิทธิที่เกิดจากกฎหมายไม่ใช่จากข้อตกลงที่เป็นโมฆะ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 กำหนดให้หนี้เงินคิดดอกเบี้ยระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี และห้ามคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด อัตราตามมาตรา 7 ขณะนี้คือร้อยละสามต่อปี และปรับเปลี่ยนได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงควรตรวจอัตราที่ใช้อยู่ในขณะนั้นทุกครั้ง อีกด้านหนึ่งที่ยังอยู่คือความรับผิดทางอาญาตามมาตรา 4 ซึ่งไม่ได้หายไปเพราะข้อตกลงเป็นโมฆะ

AUTHORITY

คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1452/2511

    คิดดอกเบี้ยล่วงหน้าเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วเอามารวมเป็นต้นเงินกู้ในสัญญา ดอกเบี้ยนั้นย่อมตกเป็นโมฆะทั้งหมด มิใช่เป็นโมฆะเฉพาะส่วนที่เกิน

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 261/2516

    ยอดในสัญญากู้ที่แยกได้ว่าเป็นต้นเงินจริงส่วนหนึ่งและดอกเบี้ยล่วงหน้าเกินอัตราอีกส่วนหนึ่ง หนี้ดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ ส่วนหนี้ต้นเงินยังสมบูรณ์ สัญญากู้ไม่ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ และส่วนที่สมบูรณ์ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2131/2560

    ดอกเบี้ยร้อยละ 15.6 ต่อปีเกินอัตราและตกเป็นโมฆะ ถือไม่ได้ว่าลูกหนี้ชำระตามอำเภอใจตามมาตรา 407 เมื่อดอกเบี้ยเป็นโมฆะเท่ากับไม่ได้ตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ ผู้ให้กู้ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัด และต้องนำเงินที่ชำระมาแล้วไปชำระต้นเงินทั้งหมด

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11645/2554

    ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นโมฆะ และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตามมาตรา 142 (5) แต่การที่ลูกหนี้สมยอมชำระถือเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจตามมาตรา 407 จึงจะให้นำไปหักจากต้นเงินไม่ได้

QUESTIONS

คำถามที่พบบ่อยในเรื่องนี้

  • จ่ายดอกเบี้ยมาหลายปีแล้ว ขอให้หักออกจากต้นเงินได้ไหม

    ข้อนี้ยังไม่ลงรอยกันในแนวคำพิพากษา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2131/2560 ให้นำเงินที่ชำระไปแล้วไปชำระต้นเงินทั้งหมด โดยเห็นว่ามาตรา 407 ไม่ตัดสิทธิ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11645/2554 เห็นว่าเป็นการชำระตามอำเภอใจ จึงหักไม่ได้ สิ่งที่ทำให้ผลต่างกันคือข้อเท็จจริงว่าจ่ายไปในพฤติการณ์อย่างไร และคดีถูกวางประเด็นไว้อย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ต้องดูเอกสารการชำระเงินจริงก่อนสรุป

  • ในสัญญาเขียนร้อยละ 15 พอดี แต่ตอนรับเงินถูกหักไว้ก่อนแล้ว

    ตัวเลขในเอกสารไม่ใช่ข้อยุติ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 261/2516 แยกยอดในสัญญาออกเป็นต้นเงินจริงกับดอกเบี้ยล่วงหน้าที่เรียกเกินอัตรา และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11645/2554 ระบุว่าการนำพยานบุคคลมาสืบว่าหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์นั้นไม่ต้องห้าม นอกจากนี้พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (3) ยังครอบคลุมถึงการกำหนดจะเอาประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ยจนเห็นได้ชัดว่ามากเกินส่วนอันสมควรด้วย

LAW

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150
  • พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

ปรึกษาเบื้องต้น

บอกมาว่าจะทำอะไรในประเทศไทย แล้วเราจะบอกว่าต้องขออนุญาตอะไรบ้าง

ติดต่อเรา

LINE · ไทย / English
WeChat QR code

WeChat · YACT - 金炜峰

สแกนเพื่อเพิ่มเพื่อน