อายัด 30% เป็นตัวเลขที่ไม่มีในกฎหมาย
ตัวเลขร้อยละสามสิบเป็นคำตอบที่ได้ยินบ่อยที่สุดเมื่อถามว่าอายัดเงินเดือนได้เท่าไร แต่เมื่อเปิดมาตราที่ใช้อยู่จริง จะไม่พบตัวเลขนั้นเลย เพราะกฎหมายไม่ได้คุ้มครองเป็นสัดส่วน
เผยแพร่ 6 สิงหาคม 2569 · ปรับปรุง 14 สิงหาคม 2569
กฎหมายคุ้มครองเป็นจำนวน ไม่ใช่เป็นสัดส่วน
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 ระบุเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีไว้เป็นข้อ ๆ ในข้อ (3) ซึ่งเป็นเงินเดือนค่าจ้างของลูกจ้างเอกชน กฎหมายกำหนดว่าคุ้มครองเป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาท หรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร ส่วนข้อ (4) คุ้มครองบำเหน็จหรือค่าชดเชยเป็นจำนวนไม่เกินสามแสนบาท ตัวเลขในกฎหมายจึงเป็นเพดานของเงินที่ได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่ร้อยละของเงินเดือน
เงินของข้าราชการได้รับยกเว้นทั้งจำนวน
ข้อ (2) ของมาตรา 302 แยกออกมาต่างหาก คือเงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ รวมทั้งเงินสงเคราะห์ บำนาญ หรือบำเหน็จที่หน่วยราชการจ่ายให้คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น ข้อนี้ไม่มีเพดานเป็นตัวเลขกำกับไว้เลย ต่างจากข้อ (3) ของลูกจ้างเอกชนอย่างชัดเจน
ความคุ้มครองติดไปกับตัวเงิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 741/2543 วินิจฉัยกรณีเงินเดือนและเงินบำเหน็จของข้าราชการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อายัดไว้ในคดีล้มละลาย แล้วเจ้าหนี้อีกรายมายึดต่อ ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อไม่ปรากฏว่าเงินนั้นถูกนำไปปะปนกับเงินจำนวนอื่นจนแยกไม่ออก เงินนั้นก็ยังคงเป็นเงินเดือนและเงินบำเหน็จซึ่งยึดมาชำระหนี้ไม่ได้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อายัดไว้หาได้ทำให้เงินแปรสภาพไปจนไม่ได้รับความคุ้มครองไม่
แต่ชื่อตำแหน่งไม่ใช่สิ่งที่ตัดสิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2092/2545 เดินไปอีกทาง ลูกหนี้ดำรงตำแหน่งเทศมนตรีและได้รับค่าป่วยการรายเดือนกับค่าป่วยการประจำตำแหน่ง ศาลฎีกาเห็นว่าเงินนั้นเหมาจ่ายเป็นรายเดือนโดยคำนวณจากรายได้จริงของเทศบาลในปีงบประมาณที่ผ่านมา จึงมีลักษณะไม่คงที่ ต่างจากเงินเดือนของข้าราชการประจำที่คงที่แน่นอน แม้ตำแหน่งจะถือเป็นข้าราชการการเมือง เงินดังกล่าวก็มิได้อยู่ในความหมายของคำว่าเงินเดือน เจ้าหนี้จึงอายัดได้
หลักที่อยู่ใต้คดีทั้งสอง
อ่านคู่กันจะเห็นว่าทั้งสองคดีวางอยู่บนหลักเดียวกัน คือความคุ้มครองผูกอยู่กับลักษณะของตัวเงิน ไม่ใช่กับฉลากที่ติดอยู่ ในคดีแรกเงินที่ดูเหมือนเปลี่ยนสภาพไปแล้วยังได้รับความคุ้มครอง ในคดีหลังคนที่ดูเหมือนได้รับความคุ้มครองกลับไม่ได้ ศาลฎีกาในคดีที่ 2092/2545 อธิบายเจตนารมณ์ไว้ว่ามุ่งคุ้มครองผู้ที่เลี้ยงชีพด้วยรายได้ประจำที่แน่นอนตายตัว ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้ตรวจได้จริงมากกว่าการดูตำแหน่ง
สิ่งที่ทำได้เมื่อไม่เห็นด้วยกับจำนวน
มาตรา 302 วรรคสองกำหนดว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนดจำนวนตาม (1) (3) และ (4) ให้คำนึงถึงฐานะในทางครอบครัวของลูกหนี้และจำนวนบุพการีกับผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะด้วย และสำหรับ (1) กับ (3) ให้กำหนดไม่น้อยกว่าอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสุดและไม่เกินขั้นสูงสุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้น วรรคสามให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยยื่นคำร้องต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบ และวรรคสี่เปิดให้ขอกำหนดใหม่ได้เมื่อพฤติการณ์แห่งการดำรงชีพเปลี่ยนแปลงไป
AUTHORITY
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 741/2543
เงินเดือนและเงินบำเหน็จของข้าราชการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อายัดไว้ ยังคงเป็นเงินเดือนและเงินบำเหน็จที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เมื่อไม่ได้ถูกนำไปปะปนกับเงินอื่นจนแยกไม่ออก การอายัดไม่ทำให้เงินแปรสภาพจนพ้นความคุ้มครอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2092/2545
ค่าป่วยการรายเดือนและค่าป่วยการประจำตำแหน่งของเทศมนตรี ซึ่งเหมาจ่ายโดยคำนวณจากรายได้จริงของเทศบาลและมีลักษณะไม่คงที่ มิได้อยู่ในความหมายของคำว่าเงินเดือนของข้าราชการ แม้ตำแหน่งจะเป็นข้าราชการการเมือง เจ้าหนี้จึงบังคับคดีเอาแก่เงินนั้นได้
QUESTIONS
คำถามที่พบบ่อยในเรื่องนี้
ทำไมฎีกาเก่าจึงอ้างมาตรา 286 ไม่ใช่ 302
บทว่าด้วยเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีเคยอยู่ที่มาตรา 286 และย้ายมาอยู่ที่มาตรา 302 ในการปรับปรุงภาคบังคับคดี คำพิพากษาที่วางหลักไว้ก่อนหน้านั้นจึงอ้างเลขเดิม เอกสารและบทสรุปจำนวนมากก็ยังใช้เลขเดิมอยู่เช่นกัน การตรวจจึงควรเทียบถ้อยคำของบทที่ใช้อยู่ ไม่ใช่เชื่อเลขมาตราที่พบในบทสรุป
เงินเดือนเกินสองหมื่น ส่วนที่เกินถูกอายัดทั้งหมดหรือไม่
มาตรา 302 (3) เขียนว่าคุ้มครองไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาท หรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร ซึ่งเปิดให้กำหนดสูงกว่านั้นได้ และวรรคสองสั่งให้คำนึงถึงฐานะทางครอบครัวและผู้ที่อยู่ในความอุปการะ พร้อมวางกรอบไว้ระหว่างอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสุดกับขั้นสูงสุดของข้าราชการพลเรือน จำนวนที่ถูกอายัดจริงจึงเป็นเรื่องที่โต้แย้งได้ด้วยข้อเท็จจริงของแต่ละครอบครัว
LAW
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302

